ยาง เป็นวัสดุที่ได้เข้ามา เกี่ยวข้องกับมนุษย์เกือบทุกกรณี เรียกได้ว่า เป็นวัสดุสำคัญที่สุดเลยก็ว่าได้ คำว่า ยาง คำเดียวเป็นคำขึ้นต้น เพราะต่อจากนี้ยางที่นำมาใช้จะมีคุณสมบัติแตกต่างกันออกไป ในแต่ละชนิดของส่วนผสมที่ปรุงเข้าไปในเนื้อยาง เรียกได้ว่านับไม่ได้ เพราะยังมียางอีกมากมายหลายชนิดที่มีส่วนผสมเป็นสูตรลับ เพื่อใช้ในกิจกรรมพิเศษๆ อีกมากส่วนชนิดที่เผยแพร่ออกสู่ท้องตลาด ก็ได้มีการจดสิทธิบัตรคุ้มครองและได้มีการตั้งชื่อจำเพาะ พวกนี้ยังมีเป็นพันๆ ชนิดยี่ห้อรวม ๆ กันแล้วนับไม่ถ้วน

ยาง มีพื้นฐานสำคัญๆ มีอยู่ 2 ชนิด ขั้นต้น คือ ยางธรรมชาติ ที่ได้มาจากต้นยางพารา ซึ่งประเทศไทยเป็นประเทศที่ได้มีการส่งออกยาง ชนิดนี้สู่ตลาดโลกเป็นอันดับหนึ่ง นี่ก็เป็นผลพิสูจน์อย่างหนึ่งของคนไทย ที่มีความเพียรและความขยันในการทำการงาน เพราะกว่าจะได้น้ำยางออกมา มันมีขั้นตอนมากมาย แต่ในที่สุดก็ต้องใช้แรงงานเพื่อกรีดต้นยาง เพื่อให้น้ำยางไหลออกมา ต้องทำทุกวัน ทุกเช้ามืด แต่ละ ต้นก็ได้มาเพียง ไม่ถึงครึ่งกะลามะพร้าว แต่ตามสถิติในปี พ.ศ.2545 เราผลิตยางธรรมชาติได้ทั้งหมด 2.62 ล้านต้น ถ้าคิดเป็นปริมาณน้ำยางจากกะลามะพร้าว มันจะเป็นล้านล้านกะลาที่ต้องนำน้ำยางมารวมกันส่วนยางอีกชนิดหนึ่งก็คือ ยางสังเคราะห์ ที่ได้มาจากปิโตร เลียม ยางสังเคราะห์ที่ผลิตขึ้นมาได้ในบางชนิดก็ยังต้องเอายางธรรมชาติมา สังเคราะห์รวมเข้าไปด้วยเพื่อให้ได้คุณสมบัติตามที่จะใช้งานอีกด้วย
ยางได้เข้ามีบทบาทกับ ยานพาหนะในทุกชนิด นับตั้งแต่ ยานอวกาศ เครื่องบิน รถยนต์ เรือยนต์ จนกระทั่งเรือดำน้ำ ล้วนแล้วแต่ต้องมี อุปกรณ์ที่เป็นยาง เป็นอุปกรณ์สำคัญ ตั้งแต่ระบบท่อต่างๆ ระบบกันรั่วซึมของอุปกรณ์เชื้อเพลิง ยางกันรั่วขอบประตูถ้าเป็นรถยนต์ก็ยังมีสายพานขับต่าง ๆไม่ว่าในส่วนไหน ๆ ของอุปกรณ์มันก็จะมียางเข้าไปเป็นส่วนร่วมอยู่ด้วยเสมอ แต่คำว่ายางคำเดียวไม่ได้หมายถึงชนิด เดียว เป็นคำขึ้นต้นเท่านั้น สารประกอบอื่นๆ ทำให้ยางมีคุณสมบัติแตกต่างออกไป เพื่อใช้ในการที่เหมาะสม นับตั้งแต่ ล้อ ยางรถทุกชนิด เครื่องบิน และยางของยานอวกาศ เป็นส่วนสำคัญในการวิ่งขึ้น-ลง หรือในยานอวกาศของสหรัฐไม่ได้ใช้ยางล้อขาขึ้น แต่ตอนลงก็ต้องใช้ เหมือนกัน ลมยางที่ใช้ในยานเหล่านี้ มักจะใช้เป็นก๊าซไนโตรเจนกันมานานมากแล้ว แต่เพิ่งจะมีการนิยมนำมาใช้กับยางรถยนต์เมื่อไม่นานมานี้
คุณสมบัติ ของก๊าซไนโตรเจน ที่เด่นชัดเป็นพิเศษก็คือไม่ทำปฏิกิริยากับเนื้อยางทุกชนิด ตลอดจนโลหะที่มาสัมผัสกับก๊าซตัวนี้ ก็จะไม่เกิดสนิมแต่คุณสมบัติอื่นๆ ค่อนข้างไม่ชัดเจน เช่น การเปลี่ยนแปลงทางอุณหภูมิของยางจะไม่ทำให้แรงดันเปลี่ยนแปลงมากนัก ในส่วนนี้ค่อนข้างรู้สึกได้ยากในยางล้อรถยนต์ เพราะอุณหภูมิการใช้งานไม่ต่างกันนัก จึงไม่สามารถรู้สึกได้ อะไรก็ตามที่มันละเอียดจนไม่สามารถรู้สึกได้ก็ไม่น่าจะนำมาใส่ใจและดิ้นรนไป เสียทรัพย์โดยไม่คุ้มประโยชน์ เรื่องการไม่ทำปฏิกิริยากับเนื้อยาง มันก็อยู่แต่ภายในยางที่โดยทั่วไป ยางมันเสียหมดอายุก็เนื่องจากการสึกหรอและแข็งตัวจากสภาพภายนอกมากกว่า จึงไม่ถือว่าการใช้ไนโตรเจนแทนลมจะยืดอายุการใช้งานได้และโดยความเป็นจริง ในอากาศก็มีไนไตรเจนอยู่แล้วถึง 70% ส่วนในอวกาศยานหรือยานอวกาศ มันเป็นอีกเรื่อง ถ้ามีการขยายตัวของลมยางมากเนื่องจากอุณหภูมิภายนอกแตกต่างมากยางล้อนั้นอาจ ไม่ปลอดภัยการใช้ไนโตรเจนจึงน่าจะจำเป็น เพราะในขณะที่ทำการบินที่ระดับเพดานบินสูงๆ เช่น การเดินทางในระดับสายการบิน บรรยากาศภายนอกติดลบถึงกว่า 40 องศาเซลเซียส ความเย็นจัดขนาดนี้ มันก็ใกล้กับจุดที่ยางจะกลายสภาพเป็นแก้วที่มีความเปราะแตกได้ อีกทั้งการบำรุงของยางเครื่องบินเช่น การเติมลม มันก็ ค่อนข้างสะดวกที่ใช้ต่อก๊าซไนโตรเจน ที่มีลักษณะคล้ายท่อออกซิเจนใส่ล้อเลื่อน เข็นเข้าไปเทียบกับล้อแล้วใช้เร็กกูเลเตอร์ปรับแรงดันไว้ก็สามารถเติมลมให้ กับล้อเครื่องบินได้แล้ว ถ้าหากว่าจะลากสายลมไปเติมก็คงยุ่งยากไม่น้อย เพราะแต่ละล้ออยู่ห่างไกลมากเมื่อพูดถึงยางเครื่องบิน หลายคนคงจะไม่คุ้นเคยว่าเป็นยางชนิดใด และใช้งานได้มากน้อยแค่ไหน ความจริงก็มีอยู่ว่าเป็นยางที่มีอายุใช้งานสั้นมาก คือสามารถใช้ขึ้น-ลงได้ไม่กี่ครั้ง ก็ต้องเปลี่ยนออกแล้วแต่ไม่ได้หมายถึงต้องทิ้งไปทั้งหมด เมื่อผ่านการทดสอบแล้ว ยาง เครื่องบินก็จะถูกนำไปหล่อดอกขึ้นมาใหม่ เป็นวิธีปฏิบัติที่ดีที่สุดและใช้กันมานาน เนื่องจากไม่ต้องการให้มีน้ำหนักมากางพวกนี้จะมี ความบางเป็นพิเศษ การร่อนลงแต่ละครั้ง ก็จะเกิดความสึกหรอที่ดอกยางเป็นจำนวนมาก และทำความกลมให้เสียไปในทุกๆ ครั้ง ถ้าเรา ไปดูตอนล้อจะแตะพื้น ทุกล้อจะหยุดอยู่ ก็ต้องมาไถกับพื้นรันเวย์เสียก่อน กว่าจะเริ่มหมุน ตอนไถไปกับรันเวย์ ส่วนนี้ก็จะทำให้ยางสึกไม่เท่ากัน เมื่อร่อนลงไป 4-5 ครั้ง มันก็จะหมดอายุการใช้งาน ก็ต้องได้ถอดเปลี่ยนออกไป ซ่อมมาใหม่

สำหรับ อุปกรณ์ยางที่ใช้ในระบบเชื้อเพลิง ยางพวกนี้ก็ต้องมีส่วนผสมแตกต่างออกไป เพื่อให้ได้คุณสมบัติเหมาะสมกับเชื้อเพลิงที่ใช้ เช่น เชื้อเพลิงที่เป็นปิโตรเลียม ก็จะต้องใช้ยางที่มีคุณสมบัติจำเพาะชนิดหนึ่ง ส่วนเชื้อเพลิงที่เป็นออแกนิกส์ เช่น เชื้อเพลิงที่ได้จากพืชโดยตรง เช่น แอลกอฮอล์ ก็จะต้องใช้ยางสังเคราะห์ที่มีคุณสมบัติอีกชนิดหนึ่ง จึงจะมีความเหมาะสมสามารถใช้งานได้ยาวนานแต่เชื้อเพลิง ใหม่ที่เราเรียกว่าแก๊สโซฮอล์ มันคือส่วนผสมของแก๊ซโซลีน หรือเบนซินผสมเข้ากับแอลกอฮอล์ เมื่อเชื้อเพลิงสองชนิดมารวมกันการใช้ยางให้เหมาะสมที่สุดเวลานี้ ยังได้เพียงแค่ 80%เท่านั้น ตามข้อมูลจดทะเบียนที่เปิดเผยก็คือ ยางสังเคราะห์ ฟลูออโรคาร์บอน FPMหรือ FKMซึ่งนับว่าเป็นยางสังเคราะห์ที่มีคุณภาพสูงสุด ก็ยังทำได้เพียงแค่นี้ ส่วนจะมียางสังเคราะห์อื่นๆ ที่มีขึ้นแล้ว โดยที่ไม่ได้จดทะเบียน คุ้มครอง ก็อาจจะมีเพราะสิ่งใดที่เป็นความลับสุดยอด เขาก็จะไม่ไปจดทะเบียน เพราะเท่ากับไปตีแผ่ความรู้ไปให้ ทำให้สามารถพลิก แพลงดัดแปลงขึ้นมาทำแข่งได้ถ้าพูดถึงในระดับผู้ ใช้รถแล้วยางที่เจ้าของรถพอจะเลือกได้ก็เห็นจะมียาง ล้อรถเท่านั้น ซึ่งยางบางยี่ห้อก็จะโฆษณาสรรพคุณเกินไป หาจุดขายให้ได้เป็นสำคัญ เพราะยางรถยนต์ที่ผลิตในประเทศไทย ก็จะมีการผสมสังเคราะห์ให้เหมาะกับสภาพถนน และบรรยากาศของเรา เป็นพิเศษ การนำเข้ายางจากต่างประเทศ เราก็จะได้ยางที่เหมาะกับบรรยากาศของเขาจึงไม่เหมาะกับเราแน่ ๆ เพราะในประเทศบาง ประเทศในฤดูหนาวมีอุณหภูมิติดลบมาก ยางประเทศนั้นก็จะมีคุณสมับติทนทานต่อความเย็นจัด หากว่านำยางจากประเทศเขตร้อนไปใช้ อาจถึงจุดที่เป็นอันตราย เกิดการระเบิดขึ้นมาได้ เพราะยางมันมีข้อเสียเหมือนกันก็คือ เมื่ออยู่ในความเย็นถึงจุด มันจะแข็งตัวเหมือนเป็นแก้วขึ้นมา เมื่อถูกแรงกระแทกซ้ำเข้าไป มันก็จะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ ได้ นอกจากยางล้อแล้ว แม้กระทั่งฉนวนที่หุ้มสายไฟภายในรถมันก็ยัง จะต้องให้เหมาะสมกับบรรยากาศของประเทศนั้นๆ พวกที่ใช้รถนำเข้าเองจากประเทศยุโรปจะรู้ดีว่า ภายในไม่กี่ปีระบบสายไฟในห้อง เครื่องก็จะเกิดการชำรุดเสียหาย ไม่ใช่ว่าเขาทำมาไม่ดี เพียงแต่ว่าเรามาใช้งานผิดที่เท่านั้น