เริ่มตำนานในราวปี 1962 เมื่อทาง Mitsubishi Motor Corporation สนใจนำรถเข้าร่วมการแข่งขัน Rally ที่มีชื่อว่า WRC หรือ World Rally Championship ซึ่งได้จัดตั้งบริษัทขึ้นมาเพื่อค้นคว้า และ หาเทคนิคต่างๆ มาพัฒนาทีมรถแข่งของ Mitsubishi โดยเฉพาะชื่อว่า RALLI ART ที่มีชื่อเสียงโด่งดังทั่วโลกจนถึงทุกวันนี้

ในสมัยแรก RALLI ART ได้นำรถ Mitsubishi Model 500 ออกมาเข้าร่วมแข่งขันด้วยเครื่องยนต์ 493 ซีซี 21 แรงม้า ถือเป็นการเริ่มต้นการแข่งขันจนถึงยุคปี 1973 ซึ่งทาง RALLI ART ก็ได้เปิดต้นกำเนิดรถยนต์ตระกูล Lancer ด้วย Lancer1600 GSR ที่บ้านเราพอจะเห็นๆวิ่งกันอยู่ที่เรียกกันว่า แลนเซอร์ไฟนอน ไฟแอล นั่นหละครับ และรุ่นนี้ก็ได้สร้างชื่อเสียงให้กับทีม Mitsubishi โดยได้เป็นแชมป์โลกติดต่อกันหลายต่อหลายปี จนมาถึงยุคปี 80 ทาง Mitsubishi ก็ได้เปิดตัวสายพันธ์แรลลี่ขึ้นมาใหม่อีกตัวหนึ่งคือ Lancer EX 2000 turbo หรือเจ้ากล่องไม้ขีด และถือเป็นการกำเนิดตำนานเครื่องยนต์ตัวแรงบล็อค 4G63 ในสมัยแรกเรียกกันว่าเครื่อง Sirius ที่นักแข่งรุ่นเก่าเรียกๆกันว่าซิลิอุสคอดำคอแดงนั่นเอง ก่อนจะเปลี่ยนผู้รับตำแหน่งแชมป์มาเป็นรถสปอร์ตสองประตู STALION 2000 GSR ขับเคลื่อนล้อหลังตัวสุดท้าย ในเครื่องยนต์รหัส 4G63B Dash 8 วาล์ว เทอร์โบ 175 แรงม้า จนถึงปี 1990 ก็สืบทอดตำแหน่งให้กับ Mitsubishi Galant VR4 ซึ่งถือเป็นยนตกรรมใหม่หมด ตั่งแต่เครื่องยนต์ แบบ DOSH 16 วาล์ว Cyclone เทอร์โบ 205 แรงม้า และระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ จนถึงรุ่นสุดท้ายของ VR4 ในบล็อก 4G63T ECI ที่ให้พลังถึง 240 แรงม้า จนกระทั่งปี 1992 ทาง Mitsubishi Motor ก็ได้ผลิตรถยนต์ Lancer ขึ้นมาอีกรุ่นหนึ่ง หรือที่บ้านเราเรียกกันว่า Mitsu Ecar และในที่สุดแล้วทาง RALLI ART ก็ได้นำ Ecar มาเข้าสู่สายพานการผลิต Lancer Evolution ด้วยเหตุผลที่เหนือกว่า VR 4 ตรงที่มีขนาดเล็กกว่า แบกน้ำหนักน้อยกว่าถึง 18 % จาก VR4 ที่น้ำหนักถึง 1,350 kg เหลือเพียง 1,170 kg ใน Evo1 ทำให้ Evolution มีความได้เปรียบ Galant VR4 ในเรื่องแรงม้าต่อน้ำหนักอยู่มาก

การผลิตรถ Evolution เพื่อให้เป็นไปตามกฎของ Homo logate ของสมาพันธ์รถยนต์นานาชาติ FIA ของการแข่งขันรุ่น Group A ที่กำหนดไว้ว่า รถยนต์ที่เข้าร่วมในการแข่งขันต้องเป็นรถที่ผลิตขึ้นเพื่อในการจำหน่ายไม่ต่ำกว่า 2,500 คัน ดังนั้น Lancer Evolution จึงถูกผลิตขึ้นในจำนวนน้อยเพื่อจำหน่ายให้กับลูกค้าที่ต้องการรถยนต์ที่มีสมรรถนะ และความแรงสูงกว่ารถยนต์ Lancer ที่ขายอยู่ในท้องตลาดโดยได้แบ่งรุ่นออกเป็นสองรุ่น คือ GSR ที่ตัวรถจะมีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกมาอย่างเพียบพร้อมเหมาะกับการใช้งานบนท้องถนน และรุ่น RS ที่ผลิตมาให้มีความแข็งแรงสูงกว่า ตัดอุปกรณ์ต่างๆออกไปมีแต่อุปกรณ์ที่จำเป็นเท่านั้น เพื่อส่งให้กับทีมแข่งต่างๆนำไปตกแต่งเพื่อใช้ในการแข่งขัน

Evolution I
ผลิตขึ้นในปี 1992 ใช้รหัสตัวถังว่า CD 9A ถือว่าเป็น Evolution ตัวแรกในสายการผลิต

บอดี้
ได้รับการพัฒนามาจาก Mitsubishi Lancer ให้มีความแข็งแรงสูงกว่า โดยการเพิ่มจุดเชื่อม Sport ให้มากกว่า เสริมแผ่นเหล็กยึดตัวถังเพิ่มขึ้นหลายจุด เพื่อรองรับแรงกระแทก แรงบิดของเครื่องยนต์ที่แรงขึ้น การบิดตัวของตัวถังรถ และระบบส่งกำลังแบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ด้านหน้าเพิ่มกันชนสปอยเลอร์ ที่มีช่องรับลมละบายความร้อนอินเตอร์ และช่องรับลมระบายความร้อนดิสเบรกหน้า ฝากระโปรงหน้าแบบมีช่องระบายอากาศ และสปอยเลอร์หลังทรงสูงแบบชั้นเดียวเพิ่มแรงกดของอากาศ

เครื่องยนต์
รหัส 4G63T ฝาเทาหรือที่เรียกกันว่าฝากระปิ ได้รับการพัฒนามาจาก Galant VR4 ตัวสุดท้าย ให้มีแรงม้าเพิ่มขี้นจาก 240 แรงม้า โดยมีการปรับปรุงอุปกรณ์อิเล็คทรอนิคส์ กล่องและแอร์โฟว์ ย้ายคอยล์จุดระเบิดไว้ด้านบนคอไอดี และเทอร์โบมาใช้รหัส TD05H-16G-7 ทำให้มีพลัง 250 แรงม้าที่ 6,000 รอบ / นาที แรงบิดสูงสุด 31.5 kg-m ที่ 3,000 รอบ / นาที

ช่วงล่าง
ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ Full Timeได้รับการพัฒนามาจาก VR4 อีกเช่นกันโดยมีอัตราทดเฟืองท้าย 4.376 ระบบรับแรงสั่นสะเทือนแบบแม็คเฟอร์สันสตรัทหน้า และ เทรลลิ่งอาร์ม มัลติลิงค์ กับจานดิสเบรกหน้าขนาดใหญ่ แม่ปั้ม 2 port หน้า และดิสเบรกหลัง

Evolution II
ผลิตขึ้นในปี 1993 ใช้รหัสตัวถัง CE 9A

บอดี้
พัฒนาต่อเนื่องมาจาก Evolution ฝากระโปรงหน้าแบบมีช่องระบายความร้อนแบบเดียวกับ Evo I กันชนหน้าคล้ายกับ Evo I แต่ช่องระบายความร้อนอินเตอร์คูเลอร์ และช่องลมเป่าดิสเบรกหน้า มีขนาดใหญ่กว่าเล็กน้อย และสปอยเลอร์ท้ายแบบทรงสูงเหมือน Evo I แต่ได้เพิ่มชิ้นล่างเป็นสองชั้น เพิ่มแรงกดอากาศเพิ่มขึ้นได้อีกมาก

เครื่องยนต์
รหัส 4G63T เหมือนกับ Evo I ต่างกันที่เครื่องรุ่นนี้จะใช้น็อตตัวผู้ยึดกับตัวฝาสูป แต่ Evo I และ VR 4 จะมีน็อตตัวผู้โผล่ออกมาแล้วใช้น็อตตัวเมียยึด เปลี่ยนแปลงอุปกรณ์อิเล็คทรอนิคส์อีกนิดหน่อย ขยายท่อไอเสียให้ใหญ่ขึ้น และเพิ่มแรงดันเทอร์โบให้สูงขึ้นจนมีพลังอยู่ที่ 260 แรงม้าที่ 6,000 รอบ / นาที และแรงบิด 31.5 kg-m ที่ 3,000 รอบต่อนาที

ช่วงล่าง
ได้รับการปรับปรุงจาก Evo I ให้ฐานล้อมีขนาดกว้างขึ้นอีก 10 มม. เปลี่ยนบูชยาง เหล็กกันโคลง ช็อคอัพและสปริงให้ใหญ่ขึ้น รวมถึงดิสเบรกหน้าหลังที่ขนาดโตขึ้น ล้อ – ยางของ OZ ขนาด 15 นิ้ว และยาง 205 / 60R15 เพิ่มการเกาะถนนได้อีกมาก

Evolution III
ผลิตขึ้นในปี 1995 ใช้รหัสตัวถังว่า CE 9A ถือเป็น Evo ตัวสุดท้ายในบอดี้นี้

บอดี้
มีการเปลี่ยนแปลงกันชนหน้าให้มีขนาดใหญ่ สวยงามและดุดันขึ้น มีสเกิตบันไดข้างที่มีสัญลักษณ์ว่า Evolution III และสปอยเลอร์หลังทรงสูง และเพิ่มความแข็งแรงโดยมีค้ำกลางช่วยตัดอากาศ และกันชนท้ายที่มีครีบจัดเรียงอากาศ ช่วยให้สวยงามและแกะถนนเพิ่มขึ้นที่ความเร็วสูง

เครื่องยนต์
รหัส 4G63T ที่พัฒนาเพิ่มม้าขึ้นอีก 10 ตัว โดยการเปลี่ยนเทอร์โบขนาดโตรหัส TD05H-16G-7 เพิ่ม ONE WAY VALE ด้านหลังคอไอดี ทำให้มีแรงม้า 270 ตัวที่ 6,250 รอบ / นาที และแรงบิดสูงสุดที่ 31.5 kg-m ที่ 3,000 รอบ / นาที

ช่วงล่าง
เป็นลักษณะเดียวกันกับ Evo II ด้วยช่วงล่างและระบบเบรกที่เท่ากัน ทำให้ Evo II และ Evo III มีสมรรถนะสูงกว่า Evo I อยู่มาก

Evolution IV
ผลิตขึ้นในปี 1996 ใช้รหัสตัวถังว่า CN9A จำนวนที่ผลิต 12,000 คัน

บอดี้
เป็นการเปลี่ยนตัวถัง และโครงสร้างบอดี้ใหม่ทั้งหมด ใช้พื้นฐานมาจากรถตลาด CK2 หรือที่เรียกกันว่า Mitsubishi ท้ายเบนซ์ โครงสร้างของตัวถังมีความแข็งแรงกว่า ด้วยการเพิ่มจุด Sport หรือจุดเชื่อมต่อให้มากขึ้นกว่าเดิม เสริมโครงสร้างต่างๆเพื่อความแข็งแรง เพื่อการรับแรงบิด และแรงม้าที่เพิ่มขึ้นของเครื่องยนต์ กันชนหน้าทรงแข่งเพิ่มสปอร์ตไลท์ไฟตัดหมอกขนาดใหญ่ ช่องระบายความร้อนอินเตอร์คูเลอร์ เสกิตร์ข้าง และสปอยเลอร์หลังทรงสูงแบบมีเสากลาง เพื่อเพิ่มแรงกดอากาศที่ความเร็วสูง ตัวถังมีความยาว 4,330 มิลิเมตร กว้าง 1,415 มิลิเมตร ระยะฐานล้อ 2,510 มิลิเมตร น้ำหนักรวม 1,350 กิโลกรัม ภายในใช้เบาะทรงแข่งจาก RECARO SR SERIES ลายอิฐสีแดงเข้มสลับดำ หน้าปัดรุ่นใหม่จอขาว ด้ามเกียรควิกชิพจากโรงงาน กับพวงมาลัยทรง 3 ก้านพร้อมถุงลมนิรภัย

เครื่องยนต์
ใช้รหัสเดิม 4G63T แต่ได้เปลี่ยนพื้นฐานของเครื่องเดิมใน Evo3 ใหม่ทั้งหมดเป็นเครื่องฝาแดงหลังกลับ โดยเปลี่ยนตำแหน่งเครื่องยนต์ ให้ด้านหน้าเครื่องอยู่ด้านเดียวกับคนขับ มีผลช่วยในการบาลานซ์น้ำหนัก และการควบคุมรถได้ดีกว่าเดิม เครื่องยนต์ขนาด 1,997 ซีซี ความกว้าง x ช่วงชัก 85.0 x 88.0 อัตตราส่วนกำลังอัด 8.8 : 1 เทอร์โบใช้รหัส TD05 HR-16G6-9T ขนาดโตกว่า Evo3 มากแบบเวสเกต 2 ลิ้น มี ONE WAY VALE คายไอดีต่อมาปั่นกังหันไอเสีย ช่วยลดการรอรอบเทอร์โบระหว่างถอนคันเร่ง เพิ่มหัวฉีดน้ำอินเตอร์คูลเลอร์ระบายความร้อน ระบบไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็คทรอนิคส์ ถูกเปลี่ยนใหม่หมด ใช้คอล์ยจุดระเบิดแบบแยกแต่ละหัวเทียน หัวฉีดขนาด 510 ซีซี ทำให้มีแรงม้าแบบเกือบทะลุเพดานกฎหมายญี่ปุ่นที่ 280 แรงม้าที่ 6,500 รอบต่อนาที และแรงบิดที่ 36 กก.ม ที่ 3,000 รอบต่อนาที

ช่วงล่าง
ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบ Full Time เฟืองท้ายหลังได้เพิ่มระบบ AYC หรือระบบ Active Yaw Control เป็นฟันเฟืองพิเศษที่ช่วยในการกระจายแรงขับเคลื่อนให้เท่ากันทุกล้อ แม้ในขณะเข้าโค้ง และระบบกระจายแรงบิด HELICAL GEAR ลิมิเต็ด สลิปที่เพลาหน้าเป็นครั้งแรกในโลก ส่งผ่านเกียรธรรมดา 5 เกียร ทั้งในรุ่น GSR และ RS อัตราทดเฟืองท้าย 4.529 ช่างล่างหน้าแบบ MacPherson Struts และด้านหลังแบบ Multi-Link หยุดแรงม้าด้วยระบบดิสเบรคหน้า 2 port และดิสเบรกหลัง เปลี่ยนน็อตล้อแบบ Evo1- 3 จาก 4 รู 114.3 เป็น 5 รู 114.3 ล้อเป็นของ OZ ขนาด 16 นิ้วกับยางขนาด 205-55R16 ทั้ง 4 เส้น
รูป

Evolution V
ผลิตขึ้นในปี 1996 ใช้รหัสตัวถังว่า CP9A จำนวนที่ผลิต 6,000 คัน

บอดี้
เปลี่ยนชุดกันชนหน้าให้ช่องรับลมระบายความร้อนอินเตอร์ให้มีขนาดใหญ่ขึ้น โป่งล้อที่มีขนาดกว้างขึ้น เปลี่ยนสปอยเลอร์หลังทรงสามเหลียมแบบไม่มีเสากลาง และแผ่นกดอากาศซึ่งสามารถปรับความลดเอียงได้ 4 ระดับเพื่อเพิ่มแรง Down Force ได้มากขึ้น เพิ่มความยาวตัวถังขึ้นอีก 20 มิลิเมตร เป็น 4,350 มิลิเมตร เพิ่มความกว้างเป็น 1,770 มิลิเมตร กับความสูง 1,415 มิลิเมตร ทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นกว่า Evo 4 อีก 10 กิโลกรัม เป็น 1,360 กิโลกรัม ภายในยังคงใช้รูปแบบเดียวกับ Evo4 แต่เปลี่ยนโทนสีเสียใหม่เป็นสีเทาดำ กับเบาะของ RECARO รุ่นใหม่ในตระกูล SR SERIES

เครื่องยนต์
ยังคงใช้เครื่องในบล็อกเดิมกับ Evo4 ปรับปรุงระบบภายในให้ลูกสูบมีน้ำหนักเบา และแข็งแรงขึ้น เปลี่ยนเทอร์โบมาใช้รหัส TD05HR-16G6-10.5 ขนาดฐานใบที่ 56 มิลเท่ากับ Evo4 แต่เพิ่มค่า A/R จาก 8.15/8.38 เป็น 9.58/9.45 และได้เพิ่มขนาดหัวฉีดอีก 40 ซีซี เป็น 550 ซีซี รวมถึงเพิ่มกำลังอัดของเครื่องยนต์จาก 8.8:1 เป็น 9.0:1 ทำให้เครื่องยนต์ของ Evo 5 มีแรงบิดเพิ่มขึ้นเป็น 38 กก.ม ที่ 3,000 รอบต่อนาที

ช่วงล่าง
ปรับเปลี่ยนความแข็งอ่อนของสปริง และโช๊คอัพให้มีความเกาะถนนเพิ่มขึ้น จุดยึดระบบปีกนก กันโคลง และมุมล้อใหม่หมดทำให้เข้าโค้งได้ดีขึ้น ขยายฐานล้อให้กว้างขึ้นอีก 35 มิลลิเมตร และระบบเบรกของ BREMBO ทั้ง 4 ล้อเป็นระบบเบรกมาตรฐาน เปลี่ยนล้อ และยางให้ใหญ่ขึ้นเป็นขนาด 17 นิ้ว กับยางขนาด 225/45ZR17 เพิ่มความยึดเกาะถนนได้ดีกว่า Evo4 เป็นอย่างมาก

Evolution VI
ผลิตขึ้นในปี 1998 ใช้รหัสตัวถัง CP9A จำนวนที่ผลิต 5,000 คัน

บอดี้
เปลี่ยนกันชนหน้าใหม่ให้มีช่องระบายความร้อนอินเตอร์ให้มีขนาดกว้างขึ้น ย้ายไฟตัดหมอกให้อยู่ด้านข้างของกันชน และขนาดเล็กลง โป่งซุ้มล้อที่มีขนาดกว้างขึ้น และสปอยเลอร์หลังให้เล็กลง ตามกฎการแข่งขัน FIA แต่ทำเป็นปีก 2 ชั้นยกระดับขึ้นจากฝากระโปรงท้าย เพื่อเพิ่มแรงกดอากาศให้กับท้ายรถได้มากขึ้น และปีกบนที่สามารถปรับระดับได้ ภายในเปลี่ยนโทนสีเบาะ และแผงข้างเสียใหม่ ให้เป็นโทนสีน้ำเงินดูสวยงามขึ้น และเนื้อผ้าแบบไม่ลื่นช่วยให้นั่งกระชับยิ่งขึ้น หน้าปัดเรือนไมล์เปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินเข้ากันกับตัวเบาะ และภายใน

เครื่องยนต์
พัฒนาระบบภายในเครื่องยนต์ให้สมบูรณ์มากกว่า Evo4 และ Evo5 จากปัญหาลูกสูปละลาย ปรับปรุงระบบระบายความร้อนให้กับลูกสูบ โดยเพิ่ม Oil Jet Spray ให้กับลูกสูบ เปลี่ยนวัสดุลูกสูบให้แข็งแรง และน้ำหนักเบาขึ้นอีก 7 เปอร์เซ็นต์ เทอร์โบในรุ่น GSR ใช้ TD05HR-16G6-10.5T แต่ในรุ่น RS จะใช้เทอร์โบ TD05HRA-16G-10.5T ที่แกนเทอร์โบด้านไอเสียเทอร์ไบน์ ใช้วัสดุไททาเนี่ยมผสมอัลลอย มีน้ำหนักเบากว่าเทอร์โบรุ่นธรรมดาถึง 50 เปอร์เซ็นต์ ลดอาการ Turbo lag ได้มากขึ้น เพิ่มระบบ ALS หรือ Anti lag System หรือระบบหน่วงรอบเครื่อง ในขณะถอนคันเร่ง ป้องกันอาการบูชเทอร์โบตก ระบบน้ำฉีดอินเตอร์ และหม้อน้ำช่วยระบายความร้อน ทำให้เครื่องยนต์ของ Evo6 มีพลัง 280 แรงม้าที่ 6,500 รอบต่อนาที แต่แรงบิดเครื่องยนต์ยังคงเท่าเดิม 38 กก.ม ที่ 3,000 รอบต่อนาที

ช่วงล่าง
พัฒนาต่อจาก Evo5 อย่างมากมาย ด้วยการเปลี่ยนปีกนกล่างทั้งหมด เป็นอะลูมิเนียม ช่วยลดน้ำหนักให้กับช่วงล่าง เป็นผลให้จุดรับน้ำหนักตัวถังสมดุล และนุ่มนวลขึ้น บูชยางต่างๆใช้เป็นแบบ Pillow Ball รวมถึงลูกหมากปีกนกทั้งหมดแบบ Ball Joint จุดยึดปีกนกต่างๆเลื่อนต่ำลง เพื่อการตอบสนองความรู้สึกได้ดีทุกสภาพผิวถนน พัฒนาระบบ AYC ให้สมบูรณ์ แม่นยำ และทนทานขึ้น ระบบเบรกยังคงใช้เช่นเดียวกับ Evo5 เปลี่ยนลายล้อแม็คเป็นลาย 15 ก้านของ OZ กับยางขนาด 225/45ZR17
.
. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .